บทสรุปบทวิเคราะห์อุตสาหกรรมบริการทางการแพทย์ในประเทศไทย

11/12/2568

          อุตสาหกรรมบริการทางการแพทย์ของประเทศไทยยังมีศักยภาพการเติบโตสูง จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากโครงสร้างประชากรในประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว และประชาชนเป็นโรค ไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases : NCDs) กันมากขึ้น รวมถึงระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage : UHC) ที่ขยายสิทธิ์การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้เพิ่มมากขึ้นหนุนการเติบโตของการใช้บริการในประเทศ นอกจากนั้น ด้วยความพร้อมในการให้บริการเฉพาะทางของโรงพยาบาลเอกชนที่มีเครือข่ายแข็งแรง สามารถรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยว และผู้ป่วยต่างชาติที่เริ่มกลับมาใช้บริการหลังสถานการณ์โควิด-19 ในลักษณะ Medical Tourism ได้มากขึ้น ซึ่งสามารถวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • ภาพรวมการแข่งขันมีความเข้มข้นในตลาดเอกชน คนไข้ หรือผู้ป่วยมีทางเลือกสูง การสร้างการรับรู้ในลักษณะโรงพยาบาลเครือข่ายที่มีความน่าเชื่อถือ และศูนย์ความเป็นเลิศที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดลูกค้าเข้าใช้บริการ

  • ในมุมมองห่วงโซ่คุณค่าการให้บริการ และต้นทุน พบว่าไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสูงจากต่างประเทศ อีกทั้งมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานทั้งกลุ่มผู้ดูแลคนไข้ คือ พยาบาล และผู้ช่วยพยาบาล รวมถึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง 

  • นโยบายรัฐที่สนับสนุน Medical Hub สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจาก BOI การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ EECmd ช่วยหนุนอุปสงค์ และการลงทุน โดยเฉพาะด้านดิจิทัล และนวัตกรรม

  • แนวโน้มตลาด Telemedicine/AI/การแพทย์แม่นยำเติบโตเร็ว บริการนอกโรงพยาบาล (home health/tele‑rehab) ช่วยเสริมประสบการณ์ และลดการเข้ารับบริการที่สถานพยาบาล คาดการณ์ปี พ.ศ. 2569–2570 มูลค่าการให้บริการทางการแพทย์เติบโตเฉลี่ยประมาณ 2% ต่อปี ซึ่งจำเป็นต้องจับตาความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และข้อจำกัดบุคลากรที่ให้บริการ

  • กลยุทธ์แนะนำ สำหรับภาครัฐควรลงทุน data interoperability/ความปลอดภัยข้อมูล การทำสัญญาซัพพลายเออร์หลายราย การพัฒนาโครงการร่วมมหาวิทยาลัย‑เอกชน‑รัฐ เพื่อผลิตบุคลากรเฉพาะทาง ควบคู่มาตรการดึงดูดการลงทุน และแรงงานทักษะสูงในสาขาขาดแคลน  ส่วนภาคเอกชนควรปรับโมเดลธุรกิจสู่บริการต่อเนื่องและดิจิทัล เพิ่มมูลค่าต่อผู้ป่วย และความภักดีในระยะยาว


Page view : 26